โดยส่วนตัว คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากไปกว่า แก่นแกนของ The Summit of the Gods ที่ว่าด้วย “ความหมายของการมีชีวิตอยู่ และการทำสิ่งที่รักจวบจนวันสุดท้าย” ประเด็นที่อาจฟังดูเรียบง่าย แต่หนังกลับถ่ายทอดออกมาได้อย่างหนักแน่น ผ่านเรื่องราวของชายสองคนที่ต่างเดินทางไปบนเส้นทางที่ต่างกัน แต่มีจุดหมายเดียวกันอยู่ลึกๆ คือการตามหาความหมายบางอย่างจากภายในตนเอง
หนังพยายามใส่กลไกทางเรื่องให้มีความลึกลับ น่าค้นหา โดยเฉพาะปริศนาเรื่องกล้องของมัลลอรี ที่ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของฟุกามาจิ นักข่าวผู้พยายามตามหาคำตอบจากอดีต แต่เมื่อเรื่องราวค่อยๆ คลี่คลาย สิ่งที่น่าสนใจกลับไม่ใช่ “กล้อง” หรือคำเฉลยว่าใครขึ้นถึงยอดเขาก่อนใคร แต่เป็น “กระบวนการ” ที่ฟุกามาจิค่อยๆ เปลี่ยนจากผู้สังเกต มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในชีวิตของฮาบุ ชายผู้เลือกใช้ชีวิตอย่างเงียบงันท่ามกลางขุนเขา
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เสนอ “คำตอบ” ให้กับคำถามเรื่องชีวิต หากแต่เสนอ “ประสบการณ์” ที่อาจทำให้เราต้องกลับไปตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเรามีสิ่งใดที่รักจริงๆ มากพอจะฝากชีวิตไว้กับมันได้บ้างหรือไม่
แม้ในแง่โครงเรื่อง หนังอาจจะพยายามยัดประเด็นอยู่บ้างในช่วงท้าย และบางจังหวะอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า “หนัก” ไปเล็กน้อย แต่ด้วยลีลาการเล่าเรื่องอันเรียบขรึม ภาพภูเขาอันกว้างใหญ่ที่โอบล้อมตัวละครไว้ราวกับจะกลืนพวกเขาไป พร้อมกับเสียงลมหายใจเบาๆ ที่ดังก้องในความเงียบ ทั้งหมดนี้ก็เพียงพอจะทำให้ The Summit of the Gods เป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา
มันอาจไม่ใช่หนังที่ “สนุก” ในความหมายทั่วไป แต่เป็นหนังที่ทำให้เราหยุดนิ่ง แล้วหันกลับมาฟังเสียงบางอย่างในตัวเอง เสียงที่บอกเราว่า ความเงียบ ความโดดเดี่ยว และความมุ่งมั่น อาจเป็นอีกชื่อหนึ่งของความมีชีวิตอยู่

ความเห็น