มีคำกล่าวว่า สารคดีที่ดีไม่จำเป็นต้องให้คำตอบ แต่อาจเพียงพอแล้วหากมันทำให้เราถามคำถามบางอย่างกลับไปที่ตัวเราเอง
JOHATSU คือหนึ่งในสารคดีที่ใช้เวลาทั้งเรื่องเพื่อตามหาคำถามเช่นนั้น และมันทำด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ไม่เร้าอารมณ์ ทว่าค่อย ๆ ซึมลึกเข้ามา
ผู้กำกับชาวเยอรมันและญี่ปุ่นร่วมกันบันทึกปรากฏการณ์ “การหายตัวไปโดยสมัครใจ” หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Jōhatsu โดยวางโครงสร้างไว้บนเส้นเรื่องสามสายที่เดินทางขนานกันไป: ผู้ที่เลือกจะหายไป, ผู้ที่ช่วยให้หายไป, และผู้ที่พยายามตามหา
กระนั้นเอง ความพยายามที่จะยืนบนสามขาในเวลาเดียวกัน กลับทำให้หนังช่วงต้นดูไร้แรงขับเคลื่อนที่ชัดเจน เส้นเรื่องที่ตัดสลับกันไปมาหลายเส้น สร้างความคลุมเครือในใจผู้ชมมากกว่าความคลี่คลาย ผู้ชมบางคนอาจรู้สึกว่า สิ่งที่กำลังเฝ้าดูอยู่นั้น เนิบช้าเกินไป สำหรับความอยากรู้ที่พวกเขานำติดตัวเข้ามาในโรง
แต่ JOHATSU ไม่ใช่หนังที่ควรดูด้วยใจที่หิวเร่งเร้า มันเป็นหนังที่ควรดูในจังหวะการหายใจของมันเอง
เมื่อผู้ชมเริ่มปรับจังหวะความคาดหวังให้เท่าทันจังหวะของหนัง ความเข้าใจก็ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่เนื้อหนังทีละน้อย เราเริ่มเห็นเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงตัวละครแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกันในแบบที่ไม่ได้บอกตรง ๆ แต่รู้สึกได้
จุดที่หนังเริ่มเปล่งประกายคือช่วงท้าย เมื่อความพยายามของตัวละครคนหนึ่งในการ “ตามหา” เริ่มบรรจบกับความต้องการจะ “ถูกพบ” ของอีกคน หนังเผยให้เห็นความหวังเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในความเปลี่ยวเหงา และพาเราไปเจอกับประโยคที่ไม่พูดออกมา แต่ดังก้องในใจ
“แม้ในวันที่เรารู้สึกไร้ความหมาย เราก็ยังมีความหมายต่อใครอีกหลายคน”
นี่ไม่ใช่หนังสารคดีที่ตั้งใจจะสอนบทเรียนแก่ใคร หากแต่เป็นสารคดีที่พาเราหันกลับมามองบทบาทของตัวเองในชีวิตของคนอื่น โดยเฉพาะในวันที่ใครบางคน “หายไป”
และบางที ในโลกที่ผู้คนพร้อมจะ “หนี” มากกว่าจะ “รอ”
การมีใครสักคนที่ยัง “ตามหา” อาจคือความหวังสุดท้ายที่ทำให้เราอยากมีอยู่ต่อไป

ความเห็น